ข้อเสนอรูปแบบของ “สาธารณรัฐสยาม”

โดย

แนวร่วมสู่สาธารณรัฐ (นรส.)
Republican Front (RPF)

อารัมภบท

แนวร่วมสู่สาธารณรัฐ-นรส. (Republican front-RPF) ขอเป็นแนวร่วมของพี่น้องประชาชนชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยทั่วโลก ในการต่อสู้เอาชนะอำนาจเผด็จการ ที่ยึดครองประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน เราต้องเร่งรัดต่อสู้ผลักดันให้มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้พ้นจากการกดขี่เอาเปรียบ ด้วยความไม่เป็นธรรมของอำนาจเผด็จการ

หลักการพื้นฐานของ “สาธารณรัฐสยาม” ที่ได้นำเสนอต่อไปนี้ เป็นทั้งเป้าหมาย และแนวทาง ที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน อย่างแท้จริง


สาธารณรัฐสยาม

ทั่วไป

แนวคิดนี้ มุ่งแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย ของระบบการเมืองการปกครองของไทย ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีปัญหาหลักๆ ที่หากได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขแล้ว จะทำให้เป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง นั่นคือ อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของปวงชน ดังนี้
ก. มีอำนาจอื่นอยู่เหนือรัฐบาล ที่เรียกว่ารัฐซ้อนรัฐ
ข. สภาที่ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย บางส่วนไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ค. อำนาจตุลาการ ไม่โยงยึดกับประชาชน
ง. อำนาจอธิปไตยใช้อำนาจก้าวก่ายกัน เช่น สภาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล  นายกฯประกาศยุบสภา ศาลตัดสินก้าวก่ายอำนาจบริหาร และนิติบัญญัติ
จ. มีองค์กรอิสระซึ่งอยู่นอกเหนือ 3 อำนาจอธิปไตย และไม่โยงยึดกับประชาชน มีอำนาจมาก้าวก่ายฝ่ายบริหาร สภา และข้าราชการ
ฉ. ความไม่มีเสถียรภาพทางการบริหารการปกครอง ส่งผลให้การพัฒนาไม่ก้าวหน้า นโยบาย และการทำงานติดขัด ไม่ต่อเนื่อง

แนวคิด

ก. อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ) ต้องมาจากการเลือกตั้ง/โยงยึดกับประชาชน และทั้ง 3 อำนาจนี้ ต้องเป็นอิสระต่อกันอย่างเด็ดขาด มีระบบป้องกันอำนาจใดอำนาจหนึ่งใช้อำนาจก้าวก่าย สมยอม หรือควบรวมอำนาจอื่น
ข. ไม่ให้มีอำนาจอื่นใด/บุคคลใด สูงหรือสำคัญกว่าประชาชน ให้ทุกอำนาจกำเนิดและจบลงที่ประชาชน โดย/การเลือกตั้ง/เวลาครบวาระ/และประชามติ(เฉพาะที่สำคัญ-วิกฤต)
ค. ระบบการบริหาร การปกครองต้องมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงแน่นอน มีกลไกป้องกันการวุ่นวายไร้เสถียรภาพ และป้องกันการล้มเหลวง่าย โดยการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ให้เด็ดขาด ไม่ก้าวก่าย และไม่มีโอกาสสมยอม รวบอำนาจ
ง. อำนาจตุลาการ ตามแนวคิดนี้ จะลงลึกในอำนาจตุลาการเป็นพิเศษ เพราะต้องการปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง จากที่ไม่โยงยึดกับประชาชนเลย ให้โยงยึดกับประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้มีบุคลากรในระบบตุลาการที่มาจากการเลือกตั้ง  ประจำทุกระดับเขตการปกครอง ตั้งแต่ หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ภาค จนถึงประเทศ
จ. ระบบเศรษฐกิจ : ใช้ระบบทุนนิยมเสรี เพื่อสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก แต่ต้องมีระบบรัฐสวัสดิการ เพื่อเฉลี่ยคุณภาพชีวิตและปกป้องดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง

สาธาธารณรัฐสยาม

1.ระบอบการเมือง เศรษฐกิจ
1.1 ระบอบการปกครอง : ระบอบประชาธิปไตย
1.2 อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ (นิติ บริหาร ตุลาการ) ต้องมาจากการเลือกตั้ง/โยงยึดกับประชาชน และทั้ง 3 อำนาจแยกเป็นอิสระต่อกันเด็ดขาด
1.3 ระบบเศรษฐกิจ : ระบบทุนนิยมเสรี ผสมรัฐสวัสดิการ

2. ประมุข
ประมุขของประเทศกับหัวหน้าฝ่ายบริหาร เป็นคนเดียวกัน และมาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี ให้ดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปี

3. ที่มาและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
3.1 ประมุขของประเทศมาจากการเลือกตั้งโดยตรง วาระ 4 ปี ให้ดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปี
3.2 ประมุขจะพ้นตำแหน่งจากการหมดวาระ ป่วยทำหน้าที่ไม่ได้ หรือตาย และให้รองประมุขเข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่แทนทันที
3.3 คณะรัฐบาล
3.3.1 ประมุขของประเทศเป็นผู้คัดเลือกแต่งตั้ง
3.3.2 วาระการทำงาน/การสิ้นสุด พร้อมกับประมุขประเทศ
3.3.3 การปรับเปลี่ยนคณะรัฐบาลทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เป็นอำนาจของประมุข
3.4 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
3.4.1 สมาชิกสภานิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 4 ปี
3.4.2 ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาจากการลงมติคัดเลือกของสมาชิก มีวาระดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกับสภานิติฯ
3.4.3 การพ้นตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ให้พ้นตำแหน่งจากการหมดวาระ ป่วยทำหน้าที่ไม่ได้ หรือตาย และให้เลือกตั้งซ่อมผู้เข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่แทนทันที
3.5 สภาตุลาการ
3.5.1 สมาชิกสภาตุลาการ มาจากผู้แทนผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกตั้งมาจากแต่ละจังหวัด
3.5.2 ประธานสภาตุลาการ มาจากผู้พิภาคษาหัวหน้าภาค ที่ได้รับการลงมติคัดเลือกของสภาตุลาการ วาระ 4 ปี ให้ดำรงตำแหน่งรวมกันไม่
3.6 ระบบตุลาการ
3.6.1 ให้แต่ละหมู่บ้านมีทนายหมู่บ้าน เป็นนักกฎหมายซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในหมู่บ้าน
3.6.2 ให้แต่ละอำเภอมีอัยการอำเภอมาจากทนายหมู่บ้านที่ทำหน้าที่มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และได้รับการเลือกตั้งจากลูกขุนทั้งหมดในอำเภอ
3.6.3 ให้แต่ละจังหวัดมีผู้พิภาคษาจังหวัด มาจากอัยการอำเภอที่ทำหน้าที่มาไม่ต่ำกว่า 10 ปีที่ได้รับการเลือกตั้งกันเองของอัยการอำเภอ
3.6.4 ให้แต่ละภาคตุลาการ มีผู้พิภาคษาหัวหน้าภาค มาจากการเลือกตั้งกันเองผู้พิภาคษาจังหวัด
3.7 การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
3.7.1 ใช้คณะลูกขุนพิจารณาทางด้านข้อเท็จจริงในคดี ให้ผู้พิพากษาเป็นผู้พิจารณาตัดสินตามผลการพิจารณาของคณะลูกขุน
3.7.1 ลูกขุนมาจากบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ซึ่งสมัครเป็นลูกขุน เจ้าหน้าที่จะรวบรวมรายชื่อไว้เพื่อจับฉลากทำหน้าที่ลูกขุน

Advertisements